เจาะเส้นทางก่อนถึงแชมป์ ‘ไทย-มาเลเซีย’

ธันวาคม 16, 2014, 10:58:09 pm โดย khukhan
0
2042


นักเตะพลังหนุ่มทีมชาติไทยหวังทวงความยิ่งใหญ่กลับคืนมาสู่วงการฟุตบอลไทยด้วยการคว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ สมัยที่ 4 มาครองเมื่อเจอกับมาเลเซีย จอมสร้างเซอร์ไพรส์ในรอบชิงชนะเลิศที่แข่งแบบเหย้า-เยือนในสัปดาห์นี้

โดยรอบชิงชนะเลิศนัดแรก ทีมชาติไทยจะเป็นเจ้าบ้านก่อนที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในวันพุธที่ 17 ธันวาคมนี้ และไปชี้ชะตาตัดสินแชมป์ที่บูกิต จาลิล สเตเดียม กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในอีก 3 วันถัดไป

สำหรับทีมชาติไทยคว้าแชมป์รายการนี้มาแล้ว 3 สมัยในปี 1996 (ชนะมาเลเซีย 1-0), 2000 และ 2002 แต่หลังจากนั้นก็ว่างเว้นมานาน 12 ปีโดยแพ้ต่อสิงคโปร์ในรอบชิงชนะเลิศปี 2007 และ 2012 รวมทั้งพ่ายต่อเวียดนามในปี 2008

ส่วนมาเลเซีย หวังจะซิวแชมป์สมัยที่ 2 ต่อจากปี 2010 ซึ่งผู้เล่นจากชุดที่คว้าแชมป์เมื่อสี่ปีก่อนอย่าง ซาฟิค ราฮีม, นอร์ชาห์รุล อิดลัน ตาลาฮา, ซาฟี ซาลี และอัมรี ยาห์ยาห์ ยังอยู่ในทีมชุดปัจจุบัน

ดอลลาห์ ซัลเลห์ กุนซือทีมชาติมาเลเซียเลือกไว้ใจแข้งเก๋าประสบการณ์เป็นตัวหลักสำหรับสู้ศึกซูซูกิคัพครั้งนี้ และไม่ผิดหวัง อินทรา ปูตรา มาฮายุดดิน กองหน้าวัย 33 ปี และชูกอร์ อาดาน กองหลังวัย 35 ปี มีบทบาทสำคัญในการพาทีมผ่านข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ

ตรงข้ามกับ “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยที่ตัดสินใจฝากความหวังกับแข้งพลังหนุ่มสานต่อจากชุดยู-23 ที่เพิ่งทวงแชมป์ซีเกมส์กลับมาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และชุดเอเชี่ยนเกมส์ซึ่งทำผลงานผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ

โดยผู้เล่น 8 คนที่ลงตัวจริงในเกมรอบตัดเชือกนัดสองกับฟิลิปปินส์ที่กรุงเทพฯเมื่อวันพุธที่ผ่านมา อยู่ในชุดเอเชี่ยนเกมส์ รวมถึง “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ปีกจอมพลิ้ว, ชาริล ชัปปุยส์ เพลเมกเกอร์ลูกครึ่งไทย-สวิสและกวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ผู้รักษาประตู ทั้งนี้อาจเป็น 9 คนหาก อดิศักดิ์ ไกรษร กองหน้าฟอร์มแรงไม่ติดโทษแบน

และทีมเด็กหนุ่ม “เกียรติศักดิ์ คิดส์” ก็ทำผลงานในทีมชาติชุดใหญ่ได้อย่างน่าประทับใจในการแข่งขันรอบแรกของกลุ่มบี ด้วยการเอาชนะทีมชาติสิงคโปร์ แชมป์ 4 สมัยและแชมป์เก่า (2-1) ตามด้วยมาเลเซีย ซึ่งกลายมาเป็นคู่ชิง (3-2) และเมียนมาร์ (2-0) เพิ่มความมั่นใจกับทีมอย่างมาก

จากนั้นในรอบรอบรองชนะเลิศนัดแรก แข้งช้างศึกหนุ่มสามารถรับมือได้ดีเมื่อต้องเหลือผู้เล่น 10 คนหลังจากอดิศักดิ์ โดนใบแดงไล่ออกจากสนามก่อนยันเสมอฟิลิปปินส์ 0-0 ที่มะนิลา และกลับมาปิดจ็อบอย่างน่าประทับใจด้วยชัยชนะ 3-0 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานในนัดที่สอง

โค้ชเกียรติศักดิ์ ซึ่งเคยคว้าแชมป์ฟุตบอลอาเซียน คัพมา 3 สมัยในฐานะนักเตะ ชื่นชมพัฒนาการของทีมชาติไทย ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่รอบแรกจนเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ

“เรามีพัฒนาการที่ดีขึ้นเยอะมากจากรอบแรก แนวรับเราแกร่งขึ้นเช่นเดียวกับแดนกลาง” ซิโก้ กล่าว และเสริมต่ออีกว่า “ตอนนี้เราเหลืออีกแค่ 2 นัดก็จะทวงแชมป์กลับคืนมา ซึ่งเราจะฝึกซ้อมกันอย่างหนักเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อคว้าแชมป์มาครองให้ได้”

ทางฝั่งมาเลเซีย เส้นทางผ่านเข้าชิงชนะเลิศของพวกเขาไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เรียกว่ามาแบบหักมุม

โดยหลังจากประเดิมเสมอกับเมียนมาร์ 0-0 และแพ้ต่อทีมชาติไทย 2-3 พวกเขากำลังจะตกรอบอยู่แล้วก่อนมาได้สองประตูช่วงทดเวลาบาดเจ็บพลิกชนะสิงคโปร์อย่างเหลือเชื่อ 3-1 แซงขึ้นมาเป็นอันดับสองของกลุ่มบี

ขณะที่ในรอบรองชนะเลิศนัดแรกทีมเสือเหลืองยังโดนเวียดนามบุกมากระตุกหนวดถึงถิ่น 2-1 และน้อยคนหนักที่คิดว่าพวกเขาจะพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายเข้าชิงได้เมื่อต้องไปเยือนมายดินห์ สเตเดียม กรุงฮานอย ในนัดที่สอง

แต่ดอลลาห์ ซัลเลห์ ปรับทัพเปลี่ยนตัวผู้เล่นจากนัดแรก 6 คน และทำให้มาเลเซียดูมุ่งมั่นฮึกเหิม เล่นงานรับที่ขาดประสิทธิภาพของเวียดนามด้วยการวางบอลยาว ได้ประตูออกนำเร็วตั้งแต่ต้นเกมก่อนทิ้งห่างเมื่อจบครึ่งแรก

โค้ชทีมเสือเหลืองเองยังยอมรับว่ารู้สึกประหลาดใจที่ลูกทีมสามารถบุกชนะเวียดนามถึงฮานอย 4-2 (รวมสองนัดมาเลเซีย ชนะ 5-4) และพลิกสถานการณ์ผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ เป็นครั้งที่ 3 แต่เมื่อมาถึงตรงนี้แล้วก็มีโอกาสที่จะคว้าแชมป์เช่นกัน มั่นใจได้บทเรียนและจะไม่พลาดซ้ำแพ้ทีมชาติไทยอีก

“ผมรู้สึกประหลาดใจที่เราสามารถเจาะแนวรับเวียดนามได้ด้วยการวางบอลยาวและลูกโยนจากด้านข้าง ผมคิดว่าเราได้ 3 ประตูจากแทคติคนี้”

เฮดโค้ชของมาเลเซียกล่าวต่ออีกว่า “นักเตะของเราปรับปรุงฟอร์มการเล่นแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ทัวร์นาเมนต์เปิดฉาก และเราได้บทเรียนจากความปราชัยต่อทีมชาติไทยในรอบแรก”

“หากเราปล่อยให้ทีมชาติไทยเล่นตามเกมของพวกเขา คงโดนเล่นงานแน่ ผู้เล่นของเราหาจังหวะเกมของตัวเองเจอแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะรักษาโมเมนตัมไว้ได้ต่อไป”

โดยทีมชาติไทยและมาเลเซีย ทำได้ 20 ประตูรวมกัน (ทีมละ 10 ประตู) จากทั้งหมด 58 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์นี้นับตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบรองชนะเลิศ ส่งสัญญาณบ่งบอกน่าจะมีการยิงประตูกันเยอะในนัดชิงชนะเลิศระหว่างทีมคู่รักคู่แค้นซึ่งเคยเจอกันมาแล้ว 11 ครั้งในรายการนี้และทีมช้างศึกมีสถิติเหนือกว่าเก็บชัยชนะ 6 ครั้ง

Cr...ฟุตบอลทีมชาติไทย | Facebook




ความคิดเห็น
 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12